มี idea ที่ไม่ได้ทำไหม

เช่น prop บางอย่าง ถ้ามันมีการถ่ายภาพผสมนะ เช่น บัตรคอนเสิร์ตถูกมาวางแล้วมันจะมีรูปสมัยเก่ามาวางเป็นการถ่ายภาพเพิ่มเข้าไป มันจะยิ่งสวยไง แล้วหลังจากหนังสือออกแล้ว มาเห็นหนังสือ The Beatles เล่มใหม่ เราก็เศร้านะ ซึ่งเขาก็ไม่ได้หวือหวาแต่ว่าเขาก็มี detail ที่มากกว่าเราอีก คราวนี้ก็มีเรื่องอื่นๆ มาผสมอีก เรื่องงบประมาณ
ใช้งบไปประมาณไหน
งบกระฉูดเลย คือมากมายมหาศาล งบถ่ายรูปนี่ 4,000-5,000 บาทนะ แล้วถ้านับทุกคนที่ทำ เอาเวลาของเขามาคำนวณกับเงินที่เขาได้รับนะ ไม่คุ้มเลย ทุกคนทำเพราะชอบเฉลียง หนังสือเล่มนี้อย่าไปนับเรื่องตัวเลขอะไรเลย ก็คือนับเรื่อง อย่างน้อยนะก็มีหนังสือเล่มหนึ่งที่บรรจุความคิดของคนรุ่นหนึ่ง ที่เป็นความคิดที่อย่างน้อยทำให้สังคมเปลี่ยน สังคมไทยมีอะไรกิ๊บเก๋ก็เพราะชนวนนี้ ซึ่งชนวนนี้มันอยู่ในหนังสือนี่แหละ
ชนวนนี้เป็นอย่างไร
เป็นชนวนสำคัญที่ไปก่ออะไรขึ้นอีกเยอะ เป็นอะไรที่ว่าทำให้เห็นรากฐานของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ทำให้เห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงเยอะมาก JSL ใช่ไหม วิก 07 มาถึง Workpoint, Tele Five เป็นความเชื่อมโยงที่แบบ อู้หู ไม่น่าเชื่อเลย จากจุดนิดเดียว เป็นเพื่อน 4-5 คน เป็นเรื่องของประเทศเลย เรื่องมันใหญ่ คืออ่านแล้ว

ไม่แปลกใจที่ทำไมพวกพี่ๆ ได้รับการตอบรับ พวกพี่ประสบความสำเร็จ เพราะว่าสิ่งที่เขาคิดตอนนั้นมันใหม่จริง วินาทีนั้นนะมันใหม่จริง แล้วก็แต่ละคนวันนั้นเป็นแค่เด็ก เด็กๆ ที่วันนี้ไม่ใช่เด็กแล้ว มันทำให้เห็นพัฒนาการของคน เห็นไหมตั้งใจทำงาน เขาได้ดี คนอื่นก็ยอมรับด้วยว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เขาทำมา ตัวผมเองก็เปลี่ยนบทบาทไป
ซึ่งส่วนหนึ่งมันก็มาจากเฉลียง
ใช่ๆ ต้องยอมรับว่าใช่เลย ทำหนังสือเฉลียงเนี่ยความฝันเลยนะ ทำไปเหมือนฝันไปเลย วันหนึ่งไปดูคอนเสิร์ตเขา ใจก็คิดว่าวันหนึ่งเราคงได้มีโอกาสทำอะไรกับเขา ซึ่งสนุกอะไรอย่างนี้ แต่ตอนทำเราก็รู้ว่ามันไม่สนุกอย่างที่เราคิดหรอก เหมือนเป็นความฝันอย่างหนึ่ง แต่รู้สึกดีจังที่ได้ทำ ไม่เคยเสียใจที่ทำแล้วเหนื่อย กลับดีใจที่ได้ทำ มีโอกาสได้ทำ ถึงแม้ว่าจะไม่ดี 150% ดี 100% อย่างที่เราคิดไว้ก็ตาม อย่างน้อยเราก็ได้ทำมัน
แล้วการ design ปกล่ะ ได้ข่าวว่าไปถ่ายกันไกลเชียว
อ๋อปกนี่ถ่ายที่พิจิตร มันเป็นอย่างนี้ ปกเนี่ยนะผมทำแบบปกไปเสนอ ในช่วงแรกๆ เป็น lay out ไปเยอะ sketch ไปหลายๆ แนวแล้วไม่ผ่าน เป็นการขายงานที่ไม่สำเร็จ พี่จิกไม่ซื้อด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น วงมันไม่ใช่วงวัยรุ่นนะ ด้วยรสนิยมความเป็นสถาปนิกของพี่จิกที่จบสถาปัตย์ เขาอยากได้อะไรที่นิ่งๆ ที่เป็นแบบสถาปัตย์ๆ ที่เป็นแบบเฉลียง
ที่ออกแบบไปเป็นอย่างไร
ทำเป็นเหมือนสมุดบันทึก คือเปิดมาแล้วมี prop วางของสถาปนิก ไม่เคยคิดปกแบบที่ออกมานี้เลย จนมาตอนที่คิดอะไรกันไม่ออกแล้ว พี่จิกก็พูดว่าหรือสุดท้ายมันเป็นแค่เฉลียงสวยๆ อันนึงวะ เราก็พูดกันที่ประชุม มีคนเยอะแยะเลย หรือสุดท้ายมันเป็นแค่เฉลียงสวยๆ อันนึงวะ เนี่ยเราก็จำไว้ เขาก็พูดว่าลองดูๆ เราก็ว่าหรือมันแค่นี้จริงๆ วะ แต่เราแบบเฮ้ยไม่พอว่ะ อยู่ดีๆ เป็นเฉลียงสวยๆ ได้ไง
มันต้องมีรายละเอียด
ใช่ คือเราไม่ยอมอย่างที่บอก เราชอบทำงานเล็กๆ แต่เนี้ยบ ทำแบบเหมือนไม่มีอะไรแต่มีอะไรน่ะ
แล้วทำอย่างไรต่อ
ผมก็กลับมานอนคิด แล้วบรรยากาศช่วงนั้นมันได้ฟังเพลงเรื่องราวบนแผ่นไม้ ที่ร้องว่าแผ่นไม้ดูไกลๆ เหมือนเดิม ถูกเสริมเป็นบางแผ่น เวลาฟังแล้วมันเป็นความรู้สึกของคนที่ฟังเพลงอยู่บนเฉลียง แล้วมองเรื่องเก่าๆ
ทีนี้ผมมานอนคิดๆ แล้วก็หนีไปเที่ยว ไปเขียนคอลัมน์โลกละมุน คอลัมน์ปกติที่ตัวเองเขียนอยู่ ก็ไปเที่ยวโดยไม่ได้ตั้งใจ หนีไปเที่ยวจังหวัดหนึ่ง คิดแล้วว่าสงสัยต้องเป็นรูปเฉลียงอะไรสักอย่างแน่ๆ โดยที่เพื่อนพาไป เหมือนดวงเลยนะ ตอนแรกกำลังจะขับรถไปแถวสิงห์บุรี แถวบ้านพี่แต๋ง พี่แต๋งบอก เฮ้ย มีเต็มเลยแถวบ้านกูน่ะ เฉลียงสวยๆ แต่เราก็ อืม...ยังไม่คิดอะไร จนไปถึงที่นี่ เป็นบ้านที่ให้คนไปเช่าพักผ่อน คือทั้งหมู่บ้านเขาเป็นแบบนี้หมดเลย เหมือนเป็น home stay เจ้าของบ้านอยู่ เขาก็มีบ้านหลังอื่นๆ ให้เช่าอยู่ด้วย ผมก็ไปเช่าหลังหนึ่งแต่ไม่ใช่หลังนี้ เป็นหลังข้างๆ แล้วก็ไปเดินเล่น ไปถึงครั้งแรกก็สะดุดแล้วคือต้องข้ามน้ำไปนะ ต้องใช้เรือลาก สาวเชือกเข้าไป เป็นที่ที่ไม่มีรถเข้าถึง ต้องจอดรถทิ้งไว้ อะไรวะ ฮึ้ย! แปลกๆ พอนั่งเรือไปเสร็จก็เริ่มแปลกใจแล้ว คือเขาอยู่ริมน้ำ สะพานเขาเป็นสะพานไม้ โอ้โห! ไม้แบบที่เราหาเลย ก็อึ้งๆ ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เขาใช้ไม้หมอนรองรถไฟมาเลื่อยเป็นแผ่นๆ โดนน้ำแล้วมันเก่าๆ ผุๆ ปลวกเยอะ สาเหตุที่เขาใช้ไม้หมอนรองรถไฟคือปลวกเยอะมาก คือเขาอยู่เป็นเกาะ ปลวกมันหนีไปไหนไม่ได้เลย
เป็นเกาะเล็กๆ หรือ ถึงต้องข้ามสะพานไป
ครับ เป็นเกาะเล็กๆ อยู่แม่น้ำยม ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ไปเดินเล่นเหมือนคนปกติทั่วไป ไปที่บ้านนี้ซึ่งอยู่ริมน้ำ ก็ขึ้นไปเห็นเฉลียงอันนี้ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดอะไรเลยนะ ก็ถ่ายรูปกลับไปด้วย ความรู้สึกว่ามันสวย
ที่ที่ว่าคือที่ไหน
ชื่อ บ้านไม้ชายน้ำ อยู่จังหวัดพิจิตร อำเภอที่เป็นรอยต่อนครสวรรค์กับพิจิตร
แต่บ้านที่อยู่คือไม่มีเฉลียง หรือเฉลียงไม่สวย
ไม่มีเฉลียง คือบ้านแต่ละหลังออกแบบไม่เหมือนกันเลย เขาสร้างเองทุกหลัง ประมาณว่าหลังนี้ติดน้ำเขาก็อยากมีระเบียงเฉลียงสวยๆ เหมือนเขาทำไว้ให้เราเลย สวยลงตัวมาก หลังที่ผมอยู่นี่จะเด็ดตรงมีชานตรงกลางบ้าน เป็นชานใหญ่ๆ แล้วมีบ้านล้อมชานและมีต้นไม้ เป็นบ้านกึ่งไทยหมดเลย หลังคาก็เป็นไม้ บ้านก็เป็นไม้ ทุกอย่างก็เป็นไม้หมดเลย เจ๋ง แล้วเขาดีมาก ไปนั่งคุยกับเขา บอกว่าพี่ผมอยากได้เฉลียง เขาก็เอามั๊ยเดี๋ยวต่อให้ เขาจะทำเฉลียงให้ถ่าย แต่อาจจะเล็กๆ อารมณ์เขาอนุรักษ์ๆ พอเราไปทำงานเขาก็อยากให้ดีๆ แล้วรู้สึกว่าจะเป็นอาจารย์เกี่ยวกับศิลปะเป็นคนทำหนังสือด้วย
รูปที่ถ่ายไปครั้งแรกนี่คือใช่เลยไหม
ตอนไปครั้งนั้นผมเอากล้อง digital ไป ก็ไม่ได้คิดอะไร มีเฉลียงเปล่าๆ ถ่ายมาแล้วก็สวยดี กลับมาบ้านเอารูปมาเปิดในเครื่องคอมพ์ดู คือพอดีเลย graphic เส้นเลย รูปบนปกนั้นถูกถ่ายซ้ำ ไม่ใช่รูปที่ผมถ่าย แต่เป็นมุมเดียวกับรูปนั้นเลย เป็นการไปถ่ายซ้ำเฉยๆ คือเราถ่ายมุมที่สวยที่สุดมาแล้ว ผมก็ไม่ต้องคิดมากเลย เผอิญว่าต้องส่งปก แต่ก็กลัวพี่จิกจะไม่ซื้อนะ แต่ว่าไม้ที่วางมันพอดีหมดเลย มันเป็นแบบมี symbolic ที่เราวางไว้ ที่ซ่อนไว้ เพียงแต่ว่าเราหาที่ที่เหมาะไม่ได้ คือไม้ที่เรียงจากซ้ายไปขวาแล้วก็มีไม้ระแนงที่ตั้งขึ้นมา รั้วกั้นที่เงาต้องตกกระทบตรงนี้ ข้างหลังเป็นน้ำ โห! แล้วบ้านเป็น 2 ชั้นครับ ถ้าเราดูรายละเอียดก็จะเห็นเตี้ยๆ ไอ้นี่คือเป็นชั้นสอง ก็จะเห็นเป็นมุม top top คือเอามาปะแล้วก็ใส่คำว่าเฉลียงลงไป เสร็จเลย แบบว่าหมูมากเลย เป็นการทำปกที่หมูมาก ไม่เคยทำปกอะไรที่หมูอย่างนี้ ก่อนหน้านี้จากที่มันยากมาไอ้นี่มันง่ายมากเลย เราก็มีฝนเงาไปเล่นๆ ให้เป็น key piano จากที่เป็น symbolic ของเรา เราก็เอาไปเสนอ พี่จิกไม่พูดอะไรเลย ไม่รู้ว่าแกชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแกไม่พูดอะไรแล้วแกก็พูดว่าก็ดี แกพูดเงี้ยแล้วก็ย้อมสีนั้นไปทุกอย่างนะ จากวันที่ทำปกที่ผมทำใช้รูปที่ผมถ่าย แล้วก็สีนั้นจนถึงปกจริงก็คืออยู่เหมือนเดิมตลอดไม่เคยเปลี่ยน lay out ปกเลยเพียงแต่ว่าทำทุกอย่างให้เนี๊ยบขึ้น
ลักษณะรูปปกมันเหมือนไม่ใช่รูปถ่ายนะ เหมือนผ่านกระบวนการทางกราฟิกมา
คือมันเป็นอย่างนี้ ผมเล่นกับปกนี้ และเล่นด้วยความที่ไม่ชอบรูปสีก็เลยทำให้ขาวดำ ทำขาวดำเสร็จก็ทำให้มันแตกๆ หน่อย คือเล่นน่ะ ทำเล่นๆ ด้วยความคิดที่ว่าเออนะไม่รู้คิดอะไรอยู่หน้าคอมพ์ก็ทำๆ ไป รู้สึกว่าอยากทำอย่างนี้ มีเงาๆ อย่างนี้ แล้วเราก็อยากทำให้มันดูขรึมๆ
ทำไมใช้สีน้ำเงิน
ผมจิ้มสีน้ำเงินเพราะชอบซึ่งเป็นเหตุผลที่แย่มากเลยนะ ไม่มีใครตอบได้เลยว่า เออแม่งโคตรเฉลียงเล้ย แล้วก็เที่ยวถามคนอื่น พอทำเสร็จเอาไปถามคนอื่นว่าเป็นยังไง เฉลียงมั๊ย ทุกคนบอกว่าเฉลียงเลย ก็เอาความมั่นใจไปขาย ขายพี่จิกแต่ไม่ได้บอกแก แกก็ชอบใจ เหมือนแกซื้อหน่อยๆ ล่ะ ผมก็เอากลับมาแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกแสดงว่าชอบ เอาล่ะไม่มีใครมาทักว่าไม่สวยเลย แล้วพี่จิกก็เริ่มเอาปกไปให้คนอื่นๆ ดูคือพี่ๆ เฉลียง พี่องุ่น คือพี่ที่ดูเรื่องการหาทุน ทุกคนก็บอกว่าเออดี ทุกคนอยากได้อะไรขรึมๆ อยู่แล้ว คราวนี้ผมเองแหละที่คิดว่าเฮ้ยทำเล่นๆ เอง ยังไม่ได้ทำจริงเลย ยังไม่ชอบ ก็เลยมานัดกับช่างภาพก็คือคิง แล้วมานัดกับอาร์ตคือชนุ้ยน้อยชวนกันไปอีกรอบ คือสวยพี่ผ่านแล้วนะ ผ่านครึ่งของพี่แต่ผมไม่ผ่าน ผมทำเหมือนเดิมอีกครั้ง คราวนี้ไปนอนอีกวันนึง เฝ้าตั้งแต่เช้าถึงเย็น คราวที่แล้วดูแค่แวบเดียว เอ๊ะมันสวยจริงๆ เหรอ มันสวยที่สุดแล้วจริงหรือเปล่า คิงจะถ่ายตอนเช้าแดดนึงแล้วบ่ายก็มาถ่ายอีก เย็นก็มาถ่ายอีก แล้วก็ถ่ายมุมจากเดิมถ่ายมุมแคบไว้ถ่ายกว้างขึ้นอีก เริ่มปรับแสงมุมที่เราต้องการ เหมือนกับว่าครั้งแรกเราไปทำงาน pre-pro น่ะ คือทำงานเหมือนโฆษณามี pre-production
ถ่ายไปเยอะมั้ย
ประมาณ 2 ม้วน ไม่เยอะมากก็ถ่ายปกติ แต่รูปที่เลือกมาเจ๋งมากเลย มีวงน้ำด้วย คือรูปอื่นไม่มีวงน้ำ พี่จิกถามเสมอว่าไอ้วงน้ำเนี่ยทำหรือเปล่า
โยนก้อนหินหรือเปล่า
ไม่ได้ทำ คือช่วงที่ถ่ายลมมันพัดใบไม้มันตกลงมาเกิดเป็นวงน้ำพอดี คือแกชอบมากเลย เฮ้ยวงนี้แกถูกใจ คือมันทำให้น้ำไม่เป็นน้ำ คราวที่แล้วผมเป็นคนแต่งสี คราวนี้พี่จิกก็หาผู้เชี่ยวชาญเรื่องสีมาทำคอมพิวเตอร์รีทัชมาตกแต่งและให้แสงมันใหม่ ให้เป็นเรียลลิสติกเลย คือแสงเข้าเงาตกเป็นเรียลลิสติก แต่จะมีอันนึงที่เงาหายไปดื้อๆ เลย คือทุกอย่างจะเป็นเรียลลิสติกหมดแล้วเขาก็จะทำสีให้อย่างที่ผมต้องการ
คนนี้คือคนที่ทำเทคนิคปกใช่ไหม
ใช่ คนที่มีเครดิตในหนังสือคือเทคนิคภาพปกนี่แหละ ชื่อพี่ประสิทธ์ เขาก็จะทำให้แม้แต่ทำเป็นเม็ดๆ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นภาพถ่ายแตกๆ ซึ่งเราทำครั้งแรกไม่สวยขนาดนี้ เราไปบอกให้เขาทำให้สวยขึ้น แล้วเก้าอี้กับกล้วยก็มาเติม เก้าอี้นี่ง่ายมาก มันวางอยู่ข้างๆ ลาน คือ เอาไปแต่กล้วย ขับรถผ่านเจอร้านขายก็แวะซื้อ 2 เครือเอาใส่หลังรถ เอาเก้าอี้วางเอากล้วยใส่เสร็จ
ทำไมต้องเป็นกล้วย
คือเฉลียงเค้าชอบเรื่องกล้วย เรื่องกล้วยๆ คิดง่ายๆ
เรื่องปกกลายเป็นง่ายไปเลย
มันเป็นความรู้สึกอีกอย่างคือ เหมือนมีใครกำหนดมาแล้วว่าเราต้องเจอ ที่แปลกใจมาจนทุกวันนี้ ทำไมเราไม่เจอก่อนหน้านี้นานๆ หรือทำไมไม่เจอหลังจากนี้ มันช่างเป็นเวลาพอดีแบบเหมาะมาก เป็นเวลาที่เราทำงานได้สะดวก มีเวลาให้เรามาทำงานได้อีกที โดยที่แบบอุ้ย เรายังทำงานได้ไม่ดีแบบภาพที่ถ่ายเล่นๆ ถูกใจที่สุดเลย หนังสือทั้งเล่มถูกใจปกที่สุดเลย คือรู้สึกว่าทำได้เต็มที่กับมัน อาจเป็นเพราะเราทำโฆษณามาเยอะ เราก็เลยชอบปกเนี่ย ให้ตายเถอะ ยอมแบบจบแล้วๆ จบเลยปกเนี่ยไม่ต้องเปลี่ยน แต่ถ้ามีปัญญาได้แก้ก็จะแก้ข้างใน แต่ก็ไม่แก้แล้ว ถึงทุกวันนี้ก็พอใจแล้ว
ฟีดแบ็กเป็นยังไง
ปกใช่มั้ย ก็ฟีดแบกดีสิ ปกหนังสือนะผมว่าเล่มนี้ตัวหนังสือน้อยที่สุดตั้งแต่เห็นมานะ คือมีแค่เฉลียงเรื่องราวบนแผ่นไม้ คือใจตอนแรกแบบมีแค่เฉลียงคำเดียวยังได้เลย
คือมันบอกทุกอย่าง
อือ แค่นั้นก็พอใจแล้ว มันเป็นปกที่ไม่ต้องพูดอะไรมากมาย มันน้อย แต่เป็นปกที่สามารถสื่ออะไรได้ ถือว่าเป็นปกที่ประสบความสำเร็จในการนำเสนอ แต่ฟีดแบ็กที่กลับมาผมว่าคนที่ซื้อเป็นคนที่รักเฉลียง แล้วคนรักเฉลียงไม่ตำหนิ ผมถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะว่าคนรักเฉลียงมีสิทธิ์ตำหนิ 100% เลยว่าไม่สวยเลยปกอะไร หนังสืออะไรล่ะเนี่ย คือเค้ามีสิทธิ์พูดได้เพราะเค้ารอคอยมันมา ผมเชื่อว่าคนที่ซื้อไปราคา 700 บาทผมว่าทุกคนต้องเอาไปใส่บนชั้นนะ ไม่มีใครหรอกว่าที่จะอ่านแล้วทิ้ง ทุกคนอ่านแล้วก็ต้องเก็บไว้ วันหนึ่งคิดถึงก็เอามาอ่าน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมทุกอย่างต้องเนี๊ยบ หรือทำไมต้องมีถาดใส่ซีดี ที่ทำให้ทุกอย่างแพง เพราะเราเชื่อว่าคนจะเก็บ
ไม่ได้อ่านครั้งเดียวจบ
ใช่...คนอาจจะอ่านให้จบเพราะว่าชอบและจะเก็บมันไว้จนชั่วลูกชั่วหลานจนกว่าจะถูกปลวกกินไป
เพราะฉะนั้นมันจึงเป็น concept อีกอย่างที่ว่ามันต้องคลาสสิก
คลาสสิก แข็งแรง อยู่นานๆ คือมันจะต้องอยู่เหมือนหนังสือสามก๊ก ผมคิดอย่างนั้นเลย อารมณ์แบบเดอะบีทเทิลส์ หนังสือสามก๊ก คือเราไม่ได้เอามาอ่านหรอก ก็ต่อเมื่อคิดถึงกันจริงๆ นะ ก็คือมันก็จับฝุ่นอยู่ตรงนั้น แต่ก็อยากให้มันอยู่ตรงนั้น
แล้วพวกขั้นตอนการพิมพ์
โอ๊ย! ผมแอบเปลี่ยนเยอะเลย คือแอบเปลี่ยนกระดาษ ตอนแรกไม่ใช่กระดาษแบบนี้ เราก็แอบไปขอเปลี่ยนให้ดูแกร่งขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง โดยที่โรงพิมพ์ก็ไม่ได้คิดเงินเพิ่ม ซึ่งในการทำงานของโรงพิมพ์ผมว่าก็สุดขีด เพราะหลังจากปัญหาเรื่องเวลา อาร์ตเราก็ไม่สามารถปิดได้ตรงตามเวลาที่โรงพิมพ์เขาต้องการ เป็นการพิมพ์แบบว่าเสร็จยกหนึ่งก็ยกไปพิมพ์ก่อน ได้พิมพ์ทีละยก ซึ่งการทำงานแบบนี้โรงพิมพ์เขาจะเหนื่อยมาก เบื่อมาก จะไม่พิมพ์ก็ไม่ได้ แต่จะ 5 ยกรอเสร็จทั้งเล่มก็ไม่ทัน เพราะหนังสือต้องเย็บกี่ไสกาว เข้าเล่ม เข้าปกแข็ง ใส่ซีดี ขั้นตอนมันเยอะมาก ผมเชื่อว่าเขาทำสุดความสามารถของโรงพิมพ์ที่เขาช่วยเหลือเรา และที่ต้องไม่ลืมเลย เบื้องหลังคนที่ช่วยเหลือเราคือคนที่มติชน ตอนนั้นนอกจากทีมไม้ไต่คิด ทีมช่างภาพ และก็พี่เจ๊า ก็มีทีมที่มติชนอีกหลายชีวิตที่ไม่ต้องทำงานอื่น เพราะงานนี้ทำเครียดเลย เพราะเขารอที่จะตรวจปรู๊ฟ 3 คน 700 กว่าหน้า 3 คนที่ตรวจทุกอย่าง ความถูกต้องของคำ ซึ่งบางคำก็ชื่ออะไรอย่างนี้ ก็ต้องยอมรับว่าผิดน้อยมาก เขาตรวจได้ละเอียดมาก แล้วก็อาร์ตที่มติชนอีก 2 คน ที่คอยนั่ง ยิงเพลทให้เรา คือเอาฟิล์มไปประกอบฟิล์ม มีอีก 2 คนที่ไม่ได้หลับได้นอน ไม่ได้กลับบ้านเลย พี่ๆ ที่โรงพิมพ์ที่คอยมารับเพลท เสร็จแล้วหรือยัง ก็คอยมาตามนะ คือทุกคนช่วยสุดใจเพื่อให้มันทันงานคอนเสิร์ต ซึ่งปกติแล้วมันไม่น่าทัน ทันได้อัศจรรย์มาก
คือหนังสือนี่ร้อนฉ่ามาเลย
วันแรกที่นัดรอบสื่อมวลชนนะ คือมันเสร็จแค่นั้นจริงๆ แล้วก็ทำกันคืนนั้นทั้งคืนเพื่อขายรอบเช้าของวันเสาร์ ส่วนวันเสาร์ก็ทำทั้งวันเพื่อขายวันอาทิตย์ คือทุกคนทำกันเพื่อทำให้มีขายนะ แบบฉ่าเลย แต่ทุกคนก็ happy แล้วก็มีขั้นตอนอื่นที่ซับซ้อน เช่น ซีดีอะไรพวกนี้ ที่ต้องรอกัน กั๊กๆ กันบ้างในแต่ละอย่าง
หนังสือเสร็จแล้วเป็นยังไง
มันเป็นงานที่ยาว แต่สนุก เป็นประสบการณ์ที่ดี และก็คิดว่าคงไม่ทำอีกแล้ว พิมพ์เยอะ พิมพ์ 6,000 เล่ม แต่ตอนนี้ใกล้หมดแล้วนะ คือคิดว่าแฟนเฉลียงน่าจะมีถึง 6,000 คน ขายในราคานี้ก็ไม่แพง ขายหน้าคอนเสิร์ตยิ่งไม่น่าแพงใหญ่เลย แค่ 550 บาท ใครที่ไม่ซื้อเสียใจตาย มารอซื้อเลหลังนะ เท่าที่รู้มา เขาจะไม่พิมพ์ซ้ำแล้ว คือ ณ วินาทีนั้นไม่มีใครกล้าลงทุนแล้ว แต่มติชนกล้า กล้านะ เป็นเงินหลายล้าน ที่กล้าเอาเงินมาผลิตของที่แพง ที่เสี่ยงต่อการที่จะหมดไหม จะเหลือไหม ซึ่งเขาก็คิดแล้ว และก็ลงทุนไปในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ถือว่าเขาเป็นนายทุนที่ใจกว้างมากและมีทีมงานที่ช่วยเหลือเราดี
สมมติว่าถ้าให้ทำใหม่แล้วจะเป็นแบบนี้ไหม
ถ้ามีเวลาแล้วทำใหม่คงไม่เป็นแบบนี้แน่ๆ จะแก้ แก้เยอะเลย
แล้วพวก concept อย่างนี้
พวกนี้จะอยู่ชัวร์ ถ้าให้ทำใหม่นะ ไม่แก้อย่างเดียวคือปก พอมาดูเนื้อในมันก็เป็นอีกสไตล์หนึ่งที่เรียบ และก็อยู่ได้นาน ก็คงต้องปรับ ถ้าทำได้ใหม่ก็คงปรับ แต่ไม่รู้ว่าปรับเป็นอะไร
ถ้าให้มองเรื่องราวบนแผ่นไม้ในฐานะแฟนเฉลียง ไม่ใช่ในฐานะคนทำที่มีส่วนร่วม มองหนังสือเล่มนี้ว่าเป็นอย่างไร
ตอนทำนะ เราก็ใช้ความคิดว่าเราเป็นแฟนเฉลียงนะ เอาให้จุใจ เอาให้เต็มอิ่ม ให้หายอยากไปเลย อยากรู้อะไรอ่านเอาให้หมด จะได้ไม่ต้องมาถามกันอีก คือคิดเหมือนอย่างที่พี่จุ้ยเคยพูด ถามกันเหลือเกินมันมาเจอกันได้อย่างไร เอ้า มึงอ่านไป ประมาณนั้น เอาเลยครับ อ่านกันเลยครับ ก็คิดกันด้วยอารมณ์นี้ เอาให้จุใจ แต่ด้วยบางคนมีเรื่องเยอะ เช่นพี่จิกเนี่ย เรื่องเขาซับซ้อน และมีเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีกที่น่าสนใจนะ แต่ไม่เห็นมีใครไปทำสักที หรือพี่ดี้ แกมีเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้ นี่เป็นเพียงฉากหนึ่งที่แกมาประกบกับเฉลียง คุณนิติพงษ์นี่ถ้าพูดถึงทางแกรมมี่นี่ได้อีกเยอะ อย่างพี่จิกไปพูดถึงคีตาก็ได้อีกเล่มหนึ่งที่เยอะๆ นะ ผมเชื่อว่าอย่างนั้น ซึ่งนี่แค่เสี้ยวหนึ่งของเขา ทำให้เรามามองตัวเองว่าทำไมเราทำงานได้น้อยจังในชีวิต ทำไมพวกพี่ๆ เขาทำได้ขนาดนั้น นี่ขนาดเราทุ่มเทขนาดนี้ยังได้นิดเดียวเอง ทำไมเขาถึงทำได้ มานั่งวิเคราะห์ ทำให้รู้อย่างหนึ่งของการเป็นแฟนเฉลียงคือได้รู้ว่ายังมีคนที่ทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จ คนยอมรับ แล้วทำได้มากกว่าเราอีกเยอะ พวกพี่ๆ เฉลียงเขาอายุขนาดนี้ เขาทำอะไรตั้งหลายอย่าง เขายังคงทำเพลง ยังไม่เลิกทำเลย แล้วเราจะเลิกได้ยังไง เลยเป็นเหตุให้ต้องเขียนหนังสืออยู่ เพราะเราจะล้มเลิกไปก่อนพี่เขาได้ไง นี่แหละเฉลียง ทำให้แฟนเฉลียงเป็นคนอย่างนี้ ไม่ล้มเลิกอะไรง่ายๆ จะทำอะไรก็จะทำให้เสร็จ ไม่สำเร็จไม่เลิก เพราะตัวตนของเฉลียงเขาไม่เลิก ซึ่งถามว่าเดี๋ยวนี้พี่จิกเขายังเขียนเพลงอยู่หรือเปล่า เขาก็ยังเขียนอยู่ พี่ดี้ก็ยังทำงานเพลง พี่จุ้ยก็ยังทำอยู่ร้านหนังสืออยู่ เป็นตัวอย่างที่ดีของการตั้งใจทำงานแน่ ๆ